ไวรัสซิกาคืออะไร??




เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสซิกาในประเทศไทย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีรายงานข้อมูลจากเว็บไชต์ของศูนย์ควบคุมโรคประจำสหภาพยุโรปประกาศว่าสถานการณ์การแผ่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัส ซิกาในประเทศไทยอยุ่ในระดับ “ สีแดง ” หรือมีการแผ่กระจายอย่างกว้างขวาง


ไวรัสซิกาคืออะไร - ไวรัสซิกา หรือ ไข้ซิกา เป็นอีกหนึ่งโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ แม้จะยังไร้วัคซีนป้องกัน แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 7 วัน สิ่งที่ต้องระวังคือเด็กทารกที่หากติดเชื้อแล้วอาจทำให้มีศีรษะเล็กกว่าปกติ สำหรับเชื้อไวรัสซิกาเป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เลือดออก รวมทั้งไวรัสเวสต์ไนล์ที่เป็นสาเหตุของไข้สมองอักเสบ และเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอีซึ่งทั้งหมดล้วนมียุงลายเป็นพาหะ เชื้อไวรัสซิกาถูกค้นพบครั้งแรกจากในน้ำเหลืองของลิงวอก ที่ถูกนำมายังป่าซิกาในประเทศยูกันดา เพื่อศึกษาไข้เหลือง เมื่อปี พ.ศ. 2490 และพบในคนเมื่อปี พ.ศ. 2511 ในประเทศไนจีเรีย เชื่อไวรัสซิกาพบได้ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา ทวีปเอเชียใต้ และหมู่เกาะในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก


กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสซิกามากที่สุดคือ กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งหากติดเชื้อแล้วจะทำให้ทารกในครรภ์ได้รับอันตรายด้วย คือจะทำให้เด็กมีศีรษะเล็กกว่าปกติ ดังนั้นจึงมีคำเตือนหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาดของโลก หรือหากเป็นประชากรในประเทศที่มีการระบาดก็ขอให้ชะลอการตั้งครรภ์ออกไปก่อน แต่หากหญิงตั้งครรภ์มีอาการไข้ ผื่นขึ้น ตาแดง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อทำการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ป่วยที่มีไข้ออกผื่น กลุ่มเด็กทารกที่มีศีรษะลีบ และผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้


องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 4 ที่จะแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังได้รับเชื้อ ซึ่งจะปรากฏอาการคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว ไข้ขึ้นสูง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว และปวดหัว แต่อาการเหล่านี้สามารถทุเลาลงภายในเวลา 2-7 วัน หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ไม่รุนแรงเท่าโรคไข้เลือดออกแต่ถ้าหากปล่อยไว้ อาการอาจจะรุนแรงจนถึงขั้นทำให้ระบบการทำงานของสมองผิดปกติได้ ทั้งนี้หากเป็นผู้ป่วยหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เชื้อไวรัสดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกในครรภ์ ซึ่งจะทำให้ทารกมีความผิดปกติที่ศีรษะ โดยจะมีกะโหลกศีรษะและสมองที่เล็กกว่าปกติ



สำหรับในกรณีการระบาดในประเทศไทย มีข้อมูลจากกรมควบคุมโรคติดต่อกระทรวงสาธารณสุข สรุป ได้ ดังนี้



1 สถานการณ์โรคติดต่อเชื้อไวรัสซิกาในประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ (1) ประเทศไทยยังมีรายงานพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา (2) หลังดำเนินการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น สามารถควบคุมโรคให้สงบลงได้ในเวลาที่เหมาะสม (3) ยังไม่พบการระบาดที่ต่อเนื่องยาวนาน และ (4) ยังไม่พบป่วยได้รับผลกระทบจำนวนมาก
2 กรณการจัดอันดับของ ECDC ดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงว่าพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกาในประเทศไทย โดยสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้พบข้อมูลการแพร่กระจายของโรคในประเทศไทยอาจสืบเนื่องมาจากระบบการตรวจทางห้องปฎิบัติการของไทยซึ่งสามารถยืนยันการพบผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าประเทศอื่น อย่างไรก็ดีข้อมูลในเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ด้สะท้อนถึงมาตรการป้องกันการควบคุมโรคของแต่ละประเทศ ตลอดจนไม่ปรากฎรายงานเป็นตัวเลขชัดเจนของจำนวนผู้ป่วยในประเทศไทย และมีเพียงรูปภาพที่เป็นแผนที่เท่านั้น
3 จำนวนผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศไทย สะท้อนถึงความตระหนัก มาตรการเฝ้าระวังการวินิจฉัยโรค และการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งระบบของประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยนโยบายเฝ้าระวังโรคดังกล่าวกำหนดให้มีการตรวจสอบโรคทุกกรณีที่มีผู้ป่วยเข้าข่ายต้องสงสัย และดำเนินการจนครบกระบวนการทางระบาดวิทยาเพื่อตรวจหาเชื้อแม้การส่งตรวจจะมีค่าใช้จ่ายสูงก็ตาม
4 ปัจจุบัน องค์กรด้านสาธารณสุข อาทิ WHO USCDC ECDC มีเกณฑ์ที่แตกต่างและหลากหลายในการจำแนกประเทศตามการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาโดย WHO จัดให้ไทยอยู่ในหมวดที่ 2 (Countries with possible endemic transmission or evidence of local mosquito-borne Zika infections in 2016) (สถานะวันที่ 10 ส.ค. 2559) ขณะที่ CDC ของสหรัฐฯ มิได้จำแนกประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสซิกา (Active Zika Virus Transmission) (สถานะวันที่ 11 ส.ค. 2559) ทั้งนี้ WHO มิได้มีการประกาศห้ามเดินทางไปยังประเทศที่มีการพบการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาแต่อย่างใด
5 ประเทศไทยมีมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสซิกา 4 ด้าน ได้แก่ (1) การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา (2) การเฝ้าระวังทางกีฏวิทยา (3) การเฝ้าระวังทารกแรกเกิดที่มีความพิการแต่กำเนิด และ (4) การเฝ้าระวังกลุ่มอาการทางระบบประสาท นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสซิกา เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งหากพบผู้ป่วยแล้วไม่รายงานแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว อนึ่ง ประเทศไทยเน้นการดำเนินการตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ และคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ไวรัสซิกา รักษาอย่างไร - แม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่โรคไวรัสซิกา ก็ยังเป็นโรคที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือวิธีการรักษาที่แน่ชัด ทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการเช่นเดียวกับโรคไวรัสอื่น ๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะ ดังนั้นผู้ป่วยควรพักผ่อนมาก ๆ และดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานยาตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้ก็ยังควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ อีกด้วย ส่วนวิธีป้องกันที่ดีที่สุดของโรคไวรัสซิกา หรือไข้ซิกาก็คือพยายามอย่าให้ยุงกัด อีกทั้งยังควรกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้สิ้นซาก เพื่อเป็นการตัดวงจรการขยายพันธุ์และป้องกันโรคที่อาจมากับยุงลายนอกเหนือไวรัสซิกาได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้เหลือง โรคไข้เวสต์ไนล์ และโรคชิคุนกุนยา และก็อย่าลืมติดตามข่าวสารจากเว็บไซต์หรือสื่อที่น่าเชื่อถือเช่นจากกระทรวงสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลและวรสารทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
ข้อมูลที่นำมาเผยแพร่วันนี้เป็นข้อมูลมาจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย ดังนั้น หากเพื่อนๆ ชาวออสเตรเลียอยากจะไปเที่ยวเมืองไทยและถามท่านเรื่องนี้ ก็ยืดอกตอบได้เลยว่าไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด และนอกจากนั้น หากสามารถช่วยบอกกล่าวกับญาติพี่น้องที่เมืองไทย ก็ขอให้ระวังเรื่องยุงลายและช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายกันด้วย
ด้วยความปรารถนาดีจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์
{{ 'FOOTER_THECONSULATE' | translate }}
{{ 'FOOTER_REGISTRATION' | translate }}
{{ 'FOOTER_AUTHENTICATION' | translate }}
{{ 'FOOTER_FACEBOOK' | translate }}
{{ 'FOOTER_CONTACTUS' | translate }}
  • +61 2 9241 2542,
    +61 2 9241 2543

  • เบอร์ฉุกเฉิน ๐๔๑๑ ๔๒๔ ๓๐๓
    (สำหรับโทรกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ตอบคำถามทั่วไป)

  • Level 8, 131 Macquarie Street
    Sydney NSW 2000

  • thaisydney@thaiconsulatesydney.org
  • Google Maps
Web Analytics